จุดเปลี่ยนสำคัญในการ “ผลัดใบเศรษฐกิจ” และ “สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21” ให้กับประเทศไทย จะอยู่ที่ว่า ภาคเอกชนของเราสามารถก้าวขึ้นไปบนบันไดของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า อุตสาหกรรม 5.0 หรือ Industry 5.0 ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น ผสมผสานระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ กับความคิดสร้างสรรค์และทักษะของมนุษย์ โดยเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Harnessing the Power of Technology) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคล (Mass Customization) รวมทั้ง มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นก้าวสำคัญก้าวถัดไปจากแนวทางเดิม ซึ่งได้ดำเนินอยู่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่เน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต การเชื่อมโยงระบบอัตโนมัติ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นสำคัญ
ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม 5.0ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ เนื่องจากไทยมีความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน มีฐานการผลิตดั้งเดิมที่แข็งแกร่ง รวมทั้งมีทรัพยากรบุคคลในหลายภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การจะยกระดับความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมไทย ไปสู่อุตสาหกรรม 5.0 เพื่อให้แข่งขันได้ในศตวรรษที่ 21 นั้น เราต้องต่อยอดจากเดิมที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบอัตโนมัติและ Internet of Thing ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ไปสู่การบูรณาการสติปัญญาของมนุษย์เข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และกำลังพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ (Robotics) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และโลกเสมือน (Metaverse) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ที่เปิดขึ้นจากความก้าวหน้าในนวัตกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ และนำไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ โดยการพัฒนาอุตสาหกรรม 5.0 ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เหมาะสมที่จะมาสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและทักษะที่เกี่ยวข้อง
ความท้าทายของไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรม 5.0
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านในการพัฒนาอุตสาหกรรม 5.0 เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตในรูปแบบใหม่ และ Harnessing The Power of Technology ไม่ว่าจะเป็น การใช้หุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการร่วมกับมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรม (Cobot) การผลิตที่ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มความเร็วและคุณภาพ การเชื่อมต่อระบบแบบ IoT และระบบควบคุมอัตโนมัติแบบ Autonomous การผลิตแบบเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตรงจุด (Mass Customization) โดยควบคุมการผลิตและปรับแต่งสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและราคา ตลอดจนการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยควบคุมกระบวนการผลิตอย่างแม่นยำ เพื่อลดการปลดปล่อยมลพิษหรือสารไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดใน 4 ประการที่ต้องเร่งแก้ไข
“ประเทศที่สามารถนำพลังของเทคโนโลยีมาใช้ คือ ประเทศที่จะเป็นผู้นำ”
ประการแรก การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยระบบการศึกษาและการฝึกอบรมในปัจจุบัน ยังไม่สามารถผลิตบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางด้าน AI ได้มากพอ ส่งผลให้หลายองค์กรต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศหรือประสบปัญหาในการนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรของไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้จำนวนแรงงานฝีมือลดลง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่ โดยหนึ่งในทางออกของปัญหาการขาดแคลนแรงงาน คือ การนำเทคโนโลยีและ AI มาปรับใช้เพื่อเสริมศักยภาพและลดการใช้แรงงาน ทั้งนี้ จากการศึกษาของ สศช. พบว่าการเพิ่มผลิตภาพเพียง 5% จะสามารถลดความต้องการแรงงานลงได้กว่า 2 ล้านคน แต่ในการดำเนินการดังกล่าว ประเทศต้องเร่งวางแผนและลงทุนในทักษะใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
ประการที่สอง การขาดการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ AI แม้ว่าขณะนี้จะมีการสนับสนุนจากภาครัฐในบางโครงการ แต่การลงทุนในระยะยาวและการสนับสนุนจากภาคเอกชนโดยรวมยังไม่เพียงพอ สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น Embedded Software และ Digital Content อันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การเพิ่มการลงทุนในด้าน R&D จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของประเทศไทยในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ
ประการที่สาม การขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและดิจิทัลที่พอเพียง ทำให้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนา AI และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการจัดการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งดึงดูดการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถก้าวทันและแข่งขันได้กับประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้ จากการ Survey ของบริษัท McKinsey ในปีที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังลงทุนใน Generative AI และ Predictive AI ด้วยงบประมาณมหาศาลกว่า 122,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ประการที่สี่ การขาดความรู้และความเข้าใจในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะนำผลสรุปและข้อวิเคราะห์ที่ได้จาก AI ไปสู่การปฏิบัติและเชื่อมโยงเข้าเป็นเนื้อเดียวกับกระบวนการการตัดสินใจขององค์กรและประเทศ ทั้งนี้ จากการศึกษาของ สศช. พบว่าปัจจุบันมีเพียง 5% ของอุตสาหกรรมไทยได้ปรับศักยภาพการผลิตให้เข้าสู่เกณฑ์อุตสาหกรรม 4.0 ขณะที่ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 5.0 นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าโรงงานในไทยกว่า 85% ยังต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นระบบอัตโนมัติและใช้หุ่นยนต์ โดยจากการ Survey ของบริษัท Mckinsey จำนวน 1,000 บริษัทใน 50 ประเทศทั่วโลก พบว่าบริษัทกว่า 70% เริ่มนำ AI มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมแล้ว และกว่า 60% ได้เริ่มนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาปรับใช้แล้ว ด้วยเหตุนี้ การให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ในระดับต่าง ๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของ AI จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในวงกว้าง
เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ของ Industry 5.0 & AI
ตัวอย่างเทคโนโลยีที่หลายประเทศนำมาใช้เพื่อเสริมศักยภาพอุตสาหกรรม 5.0 ประกอบด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (AI), หุ่นยนต์อัจฉริยะ, อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), Augmented และ Virtual Reality, Digital Twins, การพิมพ์สามมิติ (3D printing), บล็อกเชน (Blockchain) และระบบอัตโนมัติขั้นสูง (Advanced Automation) โดยใช้ AI ในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์มีความแม่นยำ ลดข้อผิดพลาดในการผลิต หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยในการทำงานร่วมกับมนุษย์ในสายการผลิต IoT ช่วยเชื่อมต่อและวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องจักรแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถปรับปรุงและซ่อมบำรุงได้ทันที Augmented และ Virtual Reality ที่สามารถทำให้คนสามารถทำงานกับเครื่องจักรและสิ่งต่าง ๆ ได้ในรูปแบบใหม่ Digital Twins ทำให้สามารถติดตามการทำงานของอุปกรณ์และสามารถวิเคราะห์เข้าใจการทำงานของบางส่วนหรือทั้งหมดของโรงงานได้ การพิมพ์สามมิติช่วยให้การผลิตชิ้นส่วนซับซ้อนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดการใช้วัสดุและของเสีย บล็อกเชนช่วยติดตามและรับรองความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลการผลิต ระบบอัตโนมัติขั้นสูงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดความต้องการแรงงานมนุษย์ในงานที่ซ้ำซากและมีความเสี่ยง
ผลจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้กระบวนการผลิตมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพสินค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับโลก โดยบริษัทชั้นนำของจีนอย่าง Huawei, BYD, Foxconn, Alibaba และ DJI ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ Huawei ใช้ AI และ IoT ในโรงงานอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตรวจสอบคุณภาพสินค้า BYD ใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะและระบบอัตโนมัติในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้การผลิตรวดเร็วและปลอดภัยขึ้น Foxconn ใช้การพิมพ์สามมิติในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DJI ใช้ AI และระบบอัตโนมัติในการผลิตโดรนเพื่อเพิ่มความเร็วและคุณภาพสินค้า ส่วน Alibaba ใช้บล็อกเชนเพื่อรับรองความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ การพัฒนาเข้าสู่ยุค Industry 5.0 ในประเทศจีนไม่ได้เป็นเพียงการเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบสนองต่อความท้าทายและความจำเป็นในหลายด้านที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างชัดเจน โดยหนึ่งในเหตุผลหลักที่จีนมุ่งสู่ Industry 5.0 คือการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นในระดับโลก ซึ่งเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศอื่น ๆ ที่ต่างมุ่งหวังจะครองตำแหน่งผู้นำในด้านการผลิตและเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้ การพัฒนา Industry 5.0 จึงเป็นกลยุทธ์ที่จีนใช้ในการรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโลกผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและประชากรภายในประเทศจีน เช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุและการลดลงของแรงงานหนุ่มสาว เป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้จีนต้องพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ได้ ขณะที่ยังคงรักษาประสิทธิภาพการผลิตสูงไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรใน Industry 5.0 จึงเป็นวิธีที่ตอบสนองต่อความท้าทายนี้ได้อย่างเหมาะสม
ในการพัฒนา Industry 5.0 ของประเทศจีน เริ่มด้วยการกำหนดกลยุทธ์และโครงการสำคัญ ๆ เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์อัจฉริยะ โดยรัฐบาลจีนได้ทุ่มทุนอย่างมหาศาลในโครงการพัฒนา และการนำ AI มาใช้ในภาคการผลิต โดยเฉพาะในโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ภายใต้โครงการ Made in China 2025 ซึ่งใช้เทคโนโลยี IoT, Big Data และ AI ในการตรวจสอบคุณภาพการผลิต ควบคุมกระบวนการ และจัดการโลจิสติกส์ภายในโรงงาน โครงการเหล่านี้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำของกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถปรับตัวตามความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว เช่น โรงงานของ Huawei ในเซินเจิ้นได้ถูกยกระดับเป็น Smart Factory ที่ใช้ระบบการจัดการแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยเชื่อมต่อเครื่องจักรทั้งหมดผ่านระบบ IoT ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดของเสียได้อย่างมีนัยสำคัญนอกจากนี้ ยังลดความจำเป็นในการใช้แรงงานมนุษย์ในงานที่ซับซ้อนและอันตราย
ในอีกด้าน บริษัทจีนอย่าง DJI, UBTECH และ Siasun Robot ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการพัฒนาและผลิตหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงหรือต้องการความแม่นยำสูง เช่น โดยจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาความร่วมมือระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรโดยได้ลงทุนในโครงการพัฒนาหุ่นยนต์ร่วมงาน (Collaborative Robots หรือ Cobots) ที่สามารถทำงานเคียงข้างกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย หุ่นยนต์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การประกอบชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์และการจัดการในคลังสินค้า โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานในพื้นที่จำกัดและสามารถปรับตัวตามงานที่ต้องการความยืดหยุ่น นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการออกแบบสถานที่ทำงานให้เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับพนักงาน เช่น การออกแบบที่ช่วยลดการบาดเจ็บจากการทำงานและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพจิตของพนักงาน รวมถึงการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
นโยบายเทคโนโลยีของจีนเหล่านี้ ทำให้ประเทศสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจีนได้ลงทุนมหาศาลในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของตน และจาก ความสำเร็จของนโยบายเทคโนโลยีเหล่านี้ ที่จีนได้ตักตวงหรือ Harnessing the Power of Technology ทำให้จีนมีบทบาทสำคัญในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก และกลายเป็นต้นแบบสำคัญของประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการมุ่งสู่ Industry 5.0 ต่อไป
Game Changers
เพื่อมุ่งสู่ “Industry 5.0 & AI”
ข้อเสนอที่ 1 : การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและดิจิทัล (Data and Digital Infrastructure) โดย สร้างและบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ ให้คำแนะนำในการใช้เทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่ในการพัฒนาองค์กร รวมถึงการออกแบบต้นแบบนำร่อง (Prototyping) และการสร้างแพลตฟอร์มพัฒนาบุคลากรด้านข้อมูลขนาดใหญ่ที่ตอบสนองความต้องการของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Digital Park Thailand และ Smart City ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัล นอกจากนี้ ควรมีการสนับสนุนพื้นที่นวัตกรรมดิจิทัล และการให้บริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาบริการให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล: รัฐบาลควรเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย เช่น ศูนย์ประมวลผลขั้นสูง (Supercomputers) และ Data Centers ที่มีมาตรฐานสูง เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลและการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การพัฒนา Data Infrastructure จะช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลมีความปลอดภัยและรวดเร็ว ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ รัฐควรส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือศูนย์นวัตกรรมที่เน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อช่วยดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากต่างประเทศ ซึ่งมาตรการสนับสนุน รวมไปถึงการสนับสนุนองค์กรในประเทศที่มีศักยภาพผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับโครงการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการสนับสนุนการขยายการลงทุนใน Data Infrastructure
- ส่งเสริมการพัฒนา Bid Data และใช้ประโยชน์ข้อมูลด้านดิจิทัล: รัฐบาลควรเพิ่มการสนับสนุน GBDi (Global Big Data Institute) เพื่อพัฒนาเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ช่วยให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถใช้และวิเคราะห์ Big Data ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเปิดข้อมูลจากภาครัฐผ่านนโยบาย Open Data จะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการพัฒนานวัตกรรมและปรับปรุงธุรกิจได้ โดยควบคู่กับการสนับสนุนทางการเงินและเทคนิคสำหรับธุรกิจที่ใช้ Big Data ในการพัฒนาโครงการหรือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- จัดทำโปรแกรมฝึกอบรมที่เน้นการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI โดยเฉพาะการใช้ Big Data และเทคโนโลยีดิจิทัลในการวิเคราะห์และตัดสินใจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร โดยรัฐควรทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจเพื่อช่วยให้หลักสูตรการฝึกอบรมสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและเตรียมแรงงานให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล
ข้อเสนอที่ 2: การพัฒนาผู้มีศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Talent Development) โดยการที่จะใช้ AI เป็นฐานขับเคลื่อนประเทศในอนาคต รัฐต้องส่งเสริมการพัฒนากำลังคนด้าน AI โดยเน้นการเพิ่มจำนวนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ขั้นสูง วิทยาการหุ่นยนต์ และ AI ผ่านโครงการที่มุ่งสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนาและจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนด้าน AI ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นถึงขั้นสูง รวมถึงการเรียนรู้ AI ผ่านการฝึกปฏิบัติ เช่น หลักสูตร Awareness, AI Components & Basic Concepts, Model, และ Integration ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่พร้อมใช้ในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตประจำวัน
- มีนโยบายดึงดูดผู้มีความสามารถระดับนานาชาติ โดยพิจารณาเพิ่มนโยบายด้านการจ่ายผลตอบแทนและการให้วีซ่าเพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในประเทศไทย มาตรการนี้เป็นการดึงดูดทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในด้าน AI
- มีนโยบายสนับสนุนการศึกษาด้าน AI ในระดับสูง โดยส่งเสริมการพัฒนาและเพิ่มหลักสูตรด้าน High Performance Supercomputing ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เพื่อเตรียมบุคลากรให้พร้อมในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI อย่างเต็มที่ โดยร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เนื้อหาการเรียนการสอนสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ข้อเสนอที่ 3: พัฒนามาตรการภาครัฐ เพื่อสนับสนุนด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 1) อุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Embedded Software, Enterprise Software และ Digital Content ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2) นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจที่มุ่งเป้า (Thematic Innovation) ที่เน้นการแก้ปัญหาและยกระดับการพัฒนาประเทศ และนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ที่ส่งเสริมการให้คำปรึกษาให้ผู้ประกอบการสามารถนําเอาความรู้ทั้งภายในและภายนอกองค์การนำมาบูรณาการเพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ โดยมุ่งหวังให้เกิดการสร้างนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่มูลค่าอย่างยั่งยืน และ 3) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมในวิทยาการคอมพิวเตอร์และ AI โดยสนับสนุนและเพิ่มทุนการวิจัยด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาการหุ่นยนต์ AI และดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล ทั้งนี้ รัฐบาลควรส่งเสริมในดานต่อไปนี้
- การจัดตั้ง AI Research Center เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) จำเป็นต้องมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยเฉพาะด้าน AI ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำหรับการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นผลกระทบสูงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี
- การให้ทุนอุดหนุนการวิจัยในระยะยาว แก่หน่วยงานรัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในการพัฒนาด้านดิจิทัล เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยการสนับสนุนจากภาครัฐควรเน้นการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนาที่เน้นการทำงานแบบสหวิทยาการ สร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีผลกระทบในหลากหลายด้าน
- การลงทุนในด้านจริยธรรม AI โดยควรเพิ่มการสนับสนุนการวิจัยด้านจริยธรรมของ AI โดยเฉพาะการสร้าง Guideline และมาตรการที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนและภาครัฐร่วมมือกันในด้านนี้
- การเก็บข้อมูลและประมวลผลการสนับสนุน: การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ AI และนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนด้าน AI ต่อไป
ข้อเสนอที่ 4: การมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และอุตสาหกรรม 5.0 ประเทศไทยควรเน้นการพัฒนา AI ในอุตสาหกรรมที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ เช่น การเกษตร ภาคอุตสาหกรรมอาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ การใช้ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการข้อมูล จะช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานและต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ AI จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการตัดสินใจของผู้บริหารและทำให้การบริหารจัดการมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนา AI และระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม 5.0 อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรมีมาตรการต่าง ๆ ดังนี้
- การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการจัดตั้งกองทุนสนับสนุน โดยลดหย่อนภาษีสำหรับบริษัทที่ลงทุนในการพัฒนาและใช้ AI ในการดำเนินงาน โดยเฉพาะในภาคเกษตร อุตสาหกรรม อาหาร และการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ เห็นความสำคัญและเร่งนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ นอกจากนี้ ควรมีกองทุนสนับสนุนเฉพาะกิจสำหรับการพัฒนา AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศ นอกจากนี้กองทุนยังควรเน้นการให้เงินทุนแก่ SMEs ที่ต้องการนำ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการผลิต การสนับสนุนด้านการเงินนี้จะช่วยลดภาระต้นทุนในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน
- การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม โดยเพิ่มการส่งเสริมศูนย์วิจัยและนวัตกรรมที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการผลิต การบริหารจัดการข้อมูล และการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การวิจัยและพัฒนาที่ต่อเนื่องจะเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับประเทศในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 5.0 ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
- กำกับดูแลให้ AI และหุ่นยนต์ให้ถูกใช้อย่างมีจริยธรรม: จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อดูแลการใช้ AI และหุ่นยนต์อย่างมีจริยธรรม พัฒนาแนวทางสำหรับการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างโปรแกรมการรับรองสำหรับบริษัทที่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม
ข้อเสนอที่ 5: การพัฒนาทักษะในอนาคตของแรงงาน (Skills and the Future of Work) โดยเฉพาะการพัฒนากำลังแรงงานให้สามารถนำ AI ไปใช้ประกอบการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านดิจิทัล การสนับสนุนการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และ AI สำหรับเด็กและเยาวชน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีทักษะเหล่านี้ให้มากขึ้น รวมถึงการเปิดหลักสูตร AI ในระดับปริญญาตรีและการศึกษาขั้นต้น เพื่อสร้างฐานความรู้ด้าน AI ให้กับประชาชนทั่วไป รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การเปิดหลักสูตรการอบรมที่เน้นการพัฒนาทักษะที่มีความสำคัญต่อการทำงานในอนาคต เช่น Cloud Computing, Augmented Reality (AR), และการพัฒนาแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานได้จริง
- ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา: การพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ AI ในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมถึงปริญญาตรี ควรทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเรียนการสอนสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- สนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร: สำหรับองค์กรที่ยังไม่ทราบวิธีการนำ AI มาใช้งาน ภาครัฐควรจัดให้มีมาตรการที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง รวมถึงการยกระดับทักษะพนักงานเพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ โดยรัฐบาลควรสนับสนุนการจัดทำโครงการนำร่อง (Pilot Projects) เพื่อทดสอบและปรับตัวกับการนำ AI มาใช้ในองค์กรต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ AI กับองค์กรอื่น ๆ ผ่านเครือข่ายหรือเวทีต่าง ๆ และเมื่อโครงการนำร่องประสบผลสำเร็จ ควรขยายการใช้งาน AI ในวงกว้างโดยการสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การจัดสรรเงินทุนหรือการเผยแพร่กรณีศึกษา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำ AI มาใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ อย่างแพร่หลายและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- พัฒนาระบบ Reskill/Upskill: ควรมีการเตรียมหลักสูตรที่เหมาะสมสำหรับการ Reskill และ Upskill บุคลากร เพื่อเตรียมพร้อมในการปรับตัวสู่การทำงานร่วมกับ AI นอกจากนี้ยังควรมีการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จำเป็นสำหรับการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มี AI เป็นส่วนสำคัญ โดยสนับสนุนโปรแกรมอบรมที่ครอบคลุมการพัฒนาของบุคลากรในทุกระดับขององค์กร รวมทั้ง ควรจัดตั้งทุนการศึกษาและโครงการฝึกงานเพื่อเตรียมบุคลากรในประเทศให้พร้อมต่อการประยุกต์ใช้ AI อย่างเต็มที่
การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม 5.0: โครงการ SkillsFuture SG
สิงคโปร์ได้เริ่มดำเนินการลงทุนอย่างหนักในการพัฒนาทักษะพนักงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความต้องการของอุตสาหกรรม 5.0 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกของการทำงานและเทคโนโลยี โดยในปี 2558 สิงคโปร์เปิดตัวโครงการ SkillsFuture SG ภายใต้การกำกับดูแลของสภาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต (The Future Economy Council) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ สภาแรงงานลูกจ้าง และภาคการศึกษา
โครงการ SkillsFuture SG ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาทักษะของประชากรสิงคโปร์ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ต้องการการพัฒนาทักษะใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในโลกที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
- หลักสูตรพัฒนาทักษะแห่งอนาคต 8 ด้าน โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับสูง
- การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)
- เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech)
- งานบริการด้านเทคโนโลยี (Tech-Enabled Services)
- สื่อดิจิทัล (Digital Media)
- ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)
- ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)
- การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing)
- การแก้ปัญหาของเมืองใหญ่ (Urban Solutions)
- เครดิตสำหรับการฝึกอบรม:
- Opening SkillsFuture Credit: เครดิตมูลค่า 500 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับประชากรที่มีอายุครบ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งเครดิตนี้ไม่มีวันหมดอายุและสามารถใช้เพื่อฝึกอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ
- One-Off SkillsFuture Credit Top-Up: ในปี 2563 มีการเพิ่มเครดิตมูลค่า 500 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับประชากรที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป
- Additional SkillsFuture Credit (Mid-Career Support): เครดิตมูลค่า 500 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับประชากรวัยกลางคนที่มีอายุ 40-60 ปี ซึ่งเครดิตนี้จะหมดอายุสิ้นปี 2568
- การพัฒนานโยบายเพิ่มเติม:
- ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสิงคโปร์ได้ประกาศนโยบาย SkillsFuture Level-Up เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 โดยประชากรที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปจะได้รับ SkillsFuture Credit (Mid-Career) มูลค่า 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อเรียนรู้จากหลักสูตรกว่า 7,000 หลักสูตรที่มีอยู่ในโครงการ
โครงการ SkillsFuture SG เป็นต้นแบบของการลงทุนในทักษะที่มีผลตอบแทนสูง ที่มุ่งเน้นการเพิ่มพูนทักษะของประชากรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และทันกับความต้องการของตลาดงานที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยแนวทางการพัฒนาบุคลากรของสิงคโปร์ได้เป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่น ๆ ในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม 5.0 ที่มีความครอบคลุม เป็นประโยชน์ต่อประชากรทั้งหมด
(อ้างอิง: ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), 31 พฤษภาคม 2567, นสพ.กรุงเทพธุรกิจ, 13 สิงหาคม 2567)
